เอดส์รักษาได้?
เอดส์รักษาได้?
เป็นคำพูดที่ออกมาแล้วก่อให้เกิดความฮือฮาเป็นอย่างมาก
ก่อนที่เราจะไปดูคำเฉลยกันว่า เอดส์รักษาได้หรือไม่นั้น
ผมขอทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ถึงนิยามของคำว่า “เอดส์-AIDS”
AIDS ย่อมาจาก Acquired immune deficiency syndrome
-ซึ่งหมายถึงกลุ่มอาการของผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งไม่ได้มีภูมิคุ้มกันที่บกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด
-ซึ่งเชื้อตัวเด่นดังที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า AIDS นี้ได้ก็คือเจ้าเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HIV หรือ Human immunodeficiency virus
ภาพจากhttp://www.stanford.edu/group/virus/retro/2005gongishmail/hiv1.jpg
-โดยต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ที่มีเชื้อไวรัส HIV ในตัวนั้น(ผู้ติดเชื้อ) ไม่จำเป็นต้องเป็น AIDS ซึ่งการจะบอกว่าผู้ใดได้กลายเป็นเอดส์นั้น ก็มีหลักการตัดสินอยู่หลายประการ แล้วแต่องค์กรใดๆที่จะตั้งขึ้นมา ประการหลักๆที่นิยมมายาวนานก็เช่น การมี CD4+ T cell น้อยกว่า 200 เซลล์ต่อไมโครลิตร (CD4+ T cell เป็นเซลล์เม็ดเลือดจำพวก lymphocyte ที่มีหน้าที่สำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นเซลล์เป้าหมายของเชื้อ HIV ที่มันจะเข้าไปเพิ่มจำนวน และสารพันธุกรรมของมันก็จะฝังอยู่กับยีนของเราไปจนกว่าเซลล์ของเราจะตาย) หรือมีอาการของการติดเชื้อฉวยโอกาส(คือเชื้อที่หากมีภูมิคุ้มกันปกติก็จะไม่ติดเชื้อนี้หรือติดได้ยากหรือไม่มีโรคเกิดขึ้น) เช่น การมีฝ้าขาวในช่องปากจากยีสต์ Candida เป็นต้น
ภาพจากhttp://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/ed/Symptoms_of_AIDS.png/300px-Symptoms_of_AIDS.png
*ดังนั้น ณ ตรงนี้ ก็ขอบอกว่า ประโยคที่ว่า “AIDS รักษาได้” นั้น ก็คงยังไม่ใช่ความจริง...สำหรับตอนนี้ เพราะเท่าที่มีการศึกษาทดลองกันมา ก็ยังไม่มียาตัวไหนที่ชนะความเก่งกาจของเจ้าเชื้อไวรัสตัวน้อยแต่มากความสามรถทางวิวัฒนาการและการปรับตัวอย่างเจ้าสิ่งไม่มีชีวิตนี้ได้
***แต่ๆๆ...ถ้าจะให้ถูก ก็ควรพูดว่า
“มีโอกาส ที่จะสามารถกำจัดเชื้อ HIV ในร่างกายได้ หากรีบมาพบแพทย์ใน 72 ชม. หลังได้รับเชื้อ”
นี่สิ ถึงค่อยถูกหน่อย...
ทำไมผมถึงกล้ากล่าวเช่นนั้น
ก็เพราะว่าทางการแพทย์มีการใช้ยายับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส(ที่ใช้ในผู้ติดเชื้อ)ในผู้ที่ได้รับเชื้อใหม่ๆ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ที่โดนเข็มที่มีเลือดของผู้ติดเชื้อปนเปื้อนตำ, ผู้ที่ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อแล้วทราบว่าเขามีเชื้อไวรัสแต่เนิ่นๆ(เช่นหลังเสร็จกิจก็บอก...ชั้นเป็นเอดส์นะเธอ...ตึง!) ฯลฯ
แต่ทั้งนี้ ก็มีข้อจำกัดมากมาย เช่น
-การรักษาไม่ได้ให้ผลแน่นอน 100% ว่าจะปลอดจากเชื้อ HIV หลังรับยาครบ ต้องมาทำการตรวจหาเชื้อหลังจากนั้น
-ผู้ที่ได้รับเชื้อต้องมาพบแพทย์และทานยาภายใน 72 ชม. ซึ่งหากเลยจากนี้ไป การรักษาก็อาจให้ผลไม่ดีเท่า หรือรักษาไม่ได้ และยิ่งมาพบแพทย์เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
-ผู้ที่รับสารคัดหลั่ง(เลือด น้ำลาย น้ำอสุจิ ฯลฯ) ก็ควรที่จะต้องทราบว่า เจ้าของของสารคัดหลั่งเหล่านั้น มีการติดเชื้อหรือไม่ มีความเสี่ยงที่ผู้นั้นจะเป็นผู้ติดเชื้อหรือไม่(เช่น ไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการด้วยความหลงผิด อันนี้ก็มีความเสี่ยง รีบมาพบแพทย์เลย...เพราะจริงๆ ถุงยางก็ไม่ได้ช่วย 100% นะครับ เพราะไหนจะ จูบ ทั้งใช้ปากทำอะไรต่างๆนาๆ ถ้าไม่ได้เป็นคนที่เที่ยวเป็นอาจิณ แต่หูตามืดมัว อันนี้ก็มากินยาเถอะ 555 จะได้เข็ดไม่ทำอีก) เพราะถ้าแหล่งที่มาของสารคัดหลั่งไม่ชัดเจน ไม่มีความเสี่ยงที่จะมีเชื้อ HIV อันนี้เราก็ไม่ค่อยนิยมให้รับการทานยาเหล่านี้
-ยามีผลข้างเคียงมากมาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตับอักเสบ ยาบางตัวก็ทำให้ฝันร้ายเป็นต้น
-ยามีราคาแพง
-ในการรักษา ต้องทานยาติดต่อกัน 1 เดือน และต้องกินตรงเวลาเป๊ะๆๆๆๆ
ฯลฯ
จากข้อจำกัดที่กล่าวมา ก็กลับมาที่จุดเดิม ก็คือ
การป้องกันนั้นแหล่ะครับ ที่สำคัญที่สุด...
-ทั้งการมีสติ
-บุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้โดนเข็มตำ
-การไม่ไปเที่ยวสำส่อน
-การไม่ไปแลกสารคัดหลั่งกับใครมั่วๆ
-การป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเรียกว่าการมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัยมากขึ้น แต่...ก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% นะครับ เพราะอย่างการจูบกันเนี่ย ก็พาให้ติดเชื้อได้ตั้งมากมาย ทั้งไวรัสตับอักเสบ เริม และอีกมากมาย 555
ก็ถ้ามีข้อสงสัยอะไร ไม่เคลียร์ตรงไหนก็ทิ้งคำถามไว้ได้เลยครับ
ผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัย + โปรดแจ้งด้วยนะครับ
ขอบคุณมากครับ
ป้ายกำกับ: ติดเชื้อ, ยารักษาเอดส์, รักษาได้, เอดส์, เอดส์รักษาได้, AIDS, HIV


