Wikipedia ของไทย กำลังพัฒนาความรู้ทางการแพทย์
ตอนนี้ผมจะไม่ได้ทำบล็อกนี้ต่อ แต่จะไปสานงานต่อที่ Wikipedia นะครับ
ป้ายกำกับ: wikipedia thai medical การแพทย์ ความรู้
The source of medical knowledge for Thais
ป้ายกำกับ: wikipedia thai medical การแพทย์ ความรู้
เอดส์รักษาได้?
เป็นคำพูดที่ออกมาแล้วก่อให้เกิดความฮือฮาเป็นอย่างมาก
ก่อนที่เราจะไปดูคำเฉลยกันว่า เอดส์รักษาได้หรือไม่นั้น
ผมขอทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ถึงนิยามของคำว่า “เอดส์-AIDS”
AIDS ย่อมาจาก Acquired immune deficiency syndrome
-ซึ่งหมายถึงกลุ่มอาการของผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งไม่ได้มีภูมิคุ้มกันที่บกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด
-ซึ่งเชื้อตัวเด่นดังที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า AIDS นี้ได้ก็คือเจ้าเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HIV หรือ Human immunodeficiency virus
ภาพจากhttp://www.stanford.edu/group/virus/retro/2005gongishmail/hiv1.jpg
-โดยต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ที่มีเชื้อไวรัส HIV ในตัวนั้น(ผู้ติดเชื้อ) ไม่จำเป็นต้องเป็น AIDS ซึ่งการจะบอกว่าผู้ใดได้กลายเป็นเอดส์นั้น ก็มีหลักการตัดสินอยู่หลายประการ แล้วแต่องค์กรใดๆที่จะตั้งขึ้นมา ประการหลักๆที่นิยมมายาวนานก็เช่น การมี CD4+ T cell น้อยกว่า 200 เซลล์ต่อไมโครลิตร (CD4+ T cell เป็นเซลล์เม็ดเลือดจำพวก lymphocyte ที่มีหน้าที่สำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นเซลล์เป้าหมายของเชื้อ HIV ที่มันจะเข้าไปเพิ่มจำนวน และสารพันธุกรรมของมันก็จะฝังอยู่กับยีนของเราไปจนกว่าเซลล์ของเราจะตาย) หรือมีอาการของการติดเชื้อฉวยโอกาส(คือเชื้อที่หากมีภูมิคุ้มกันปกติก็จะไม่ติดเชื้อนี้หรือติดได้ยากหรือไม่มีโรคเกิดขึ้น) เช่น การมีฝ้าขาวในช่องปากจากยีสต์ Candida เป็นต้น
ภาพจากhttp://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/ed/Symptoms_of_AIDS.png/300px-Symptoms_of_AIDS.png
*ดังนั้น ณ ตรงนี้ ก็ขอบอกว่า ประโยคที่ว่า “AIDS รักษาได้” นั้น ก็คงยังไม่ใช่ความจริง...สำหรับตอนนี้ เพราะเท่าที่มีการศึกษาทดลองกันมา ก็ยังไม่มียาตัวไหนที่ชนะความเก่งกาจของเจ้าเชื้อไวรัสตัวน้อยแต่มากความสามรถทางวิวัฒนาการและการปรับตัวอย่างเจ้าสิ่งไม่มีชีวิตนี้ได้
***แต่ๆๆ...ถ้าจะให้ถูก ก็ควรพูดว่า
“มีโอกาส ที่จะสามารถกำจัดเชื้อ HIV ในร่างกายได้ หากรีบมาพบแพทย์ใน 72 ชม. หลังได้รับเชื้อ”
นี่สิ ถึงค่อยถูกหน่อย...
ทำไมผมถึงกล้ากล่าวเช่นนั้น
ก็เพราะว่าทางการแพทย์มีการใช้ยายับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส(ที่ใช้ในผู้ติดเชื้อ)ในผู้ที่ได้รับเชื้อใหม่ๆ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ที่โดนเข็มที่มีเลือดของผู้ติดเชื้อปนเปื้อนตำ, ผู้ที่ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อแล้วทราบว่าเขามีเชื้อไวรัสแต่เนิ่นๆ(เช่นหลังเสร็จกิจก็บอก...ชั้นเป็นเอดส์นะเธอ...ตึง!) ฯลฯ
แต่ทั้งนี้ ก็มีข้อจำกัดมากมาย เช่น
-การรักษาไม่ได้ให้ผลแน่นอน 100% ว่าจะปลอดจากเชื้อ HIV หลังรับยาครบ ต้องมาทำการตรวจหาเชื้อหลังจากนั้น
-ผู้ที่ได้รับเชื้อต้องมาพบแพทย์และทานยาภายใน 72 ชม. ซึ่งหากเลยจากนี้ไป การรักษาก็อาจให้ผลไม่ดีเท่า หรือรักษาไม่ได้ และยิ่งมาพบแพทย์เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
-ผู้ที่รับสารคัดหลั่ง(เลือด น้ำลาย น้ำอสุจิ ฯลฯ) ก็ควรที่จะต้องทราบว่า เจ้าของของสารคัดหลั่งเหล่านั้น มีการติดเชื้อหรือไม่ มีความเสี่ยงที่ผู้นั้นจะเป็นผู้ติดเชื้อหรือไม่(เช่น ไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการด้วยความหลงผิด อันนี้ก็มีความเสี่ยง รีบมาพบแพทย์เลย...เพราะจริงๆ ถุงยางก็ไม่ได้ช่วย 100% นะครับ เพราะไหนจะ จูบ ทั้งใช้ปากทำอะไรต่างๆนาๆ ถ้าไม่ได้เป็นคนที่เที่ยวเป็นอาจิณ แต่หูตามืดมัว อันนี้ก็มากินยาเถอะ 555 จะได้เข็ดไม่ทำอีก) เพราะถ้าแหล่งที่มาของสารคัดหลั่งไม่ชัดเจน ไม่มีความเสี่ยงที่จะมีเชื้อ HIV อันนี้เราก็ไม่ค่อยนิยมให้รับการทานยาเหล่านี้
-ยามีผลข้างเคียงมากมาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตับอักเสบ ยาบางตัวก็ทำให้ฝันร้ายเป็นต้น
-ยามีราคาแพง
-ในการรักษา ต้องทานยาติดต่อกัน 1 เดือน และต้องกินตรงเวลาเป๊ะๆๆๆๆ
ฯลฯ
จากข้อจำกัดที่กล่าวมา ก็กลับมาที่จุดเดิม ก็คือ
การป้องกันนั้นแหล่ะครับ ที่สำคัญที่สุด...
-ทั้งการมีสติ
-บุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้โดนเข็มตำ
-การไม่ไปเที่ยวสำส่อน
-การไม่ไปแลกสารคัดหลั่งกับใครมั่วๆ
-การป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเรียกว่าการมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัยมากขึ้น แต่...ก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% นะครับ เพราะอย่างการจูบกันเนี่ย ก็พาให้ติดเชื้อได้ตั้งมากมาย ทั้งไวรัสตับอักเสบ เริม และอีกมากมาย 555
ก็ถ้ามีข้อสงสัยอะไร ไม่เคลียร์ตรงไหนก็ทิ้งคำถามไว้ได้เลยครับ
ผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัย + โปรดแจ้งด้วยนะครับ
ขอบคุณมากครับ
ป้ายกำกับ: AIDS, HIV, ติดเชื้อ, ยารักษาเอดส์, รักษาได้, เอดส์, เอดส์รักษาได้
การตรวจเลือดดู CBC (complete blood count)
*เกริ่นนำ
“เลือด”ของเรานั้น เป็นสิ่งที่วิเศษอย่างมาก เพราะเลือดเพียงไม่กี่ cc ก็สามารถบอกอะไรได้มากมายมหาศาลถึงสภาพร่างกกายของเจ้าของเลือดนั้น สาเหตุที่แพทย์ต้องส่งตรวจเลือดนั้นก็มีมากมาย จนบางครั้งเราก็ยังงงๆว่าเอ๊ะ! หมอมันจะส่งเราไปตรวจเลือดทำไมหว่า เราก็แค่ปวดหัวมาเฉยๆ เปลืองตังค์นะนี่ ทั้งนี้ก็เพราะแพทย์สงสัยถึงสาเหตุของโรคที่เป็นไปได้บางอย่าง โดยการรวบรวมประมวลข้อมูลจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายคนไข้นั่นเอง

ภาพจากhttp://www.defence.gov.au/news/NAVYNEWS/editions/4811/images/common%20pages/taking-blood.jpg
หลายคนคงเคยได้ตรวจหากรุ๊ปเลือดกันมาแล้ว และหลายคนก็คงเคยนำไปทายชะตาชีวิต ทายนิสัยกันใช่มะ แต่จริงๆแล้วมันก็มีประโยชน์มากมายอย่างที่รู้กัน (เช่นการบริจาคเลือด หรือหาความเป็นพ่อ-แม่-ลูก ซึ่งก็ไม่เจ๋งเท่าการตรวจด้วยยีน) หรือหลายอย่างที่คนทั่วไปไม่รู้ (เช่น กรุ๊ปเลือดบางกรุ๊ปมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคบางอย่างได้มากกว่า)
แต่ที่กล่าวมา มันไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่นำมาให้วันนี้เลยน่ะสิ 555 เพราะตอนนี้เราจะมาพูดถึง “CBC (complete blood count)” หรือที่แปลเป็นไทยแบบตรงตัวก็คือ การนับเลือดแบบสมบูรณ์ (แปลได้ควายมากเลยนะนี่ 555 - เห็นเค้าแปลกันว่า “การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด”นะครับ) ซึ่งก็มีความสำคัญทางการแพทย์มากๆเลย เพราะสามารถบอกโรคหรือสภาวะของร่างกายได้อย่างมากมายทีเดียว
ก่อนอื่นก็อยากแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาแบบละเอียดยิบเป็นภาษาไทย ก็สามารถไปดูได้ตามลิงค์นี้เลย เพราะว่าของเค้านั้นดีมากๆเลย แต่เป็นไฟล์ pdf นี่สิ ก็ไม่รู้ว่าก๊อปไปใช้กันเป็นหรือเปล่า ตัวผมก็ทำไม่เป็นอ่ะ ได้แค่เปิดดู 555 เหมือนว่าต้องใช้โปรแกรมอะไรสักอย่างถึงจะแปลงเป็นMSwordwได้ใช่ไหมเอ่ย
ส่วนใครต้องการข้อมูลภาษาอังกฤษอันนี้คงไม่ยากเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น google Wikipedia ก็คงมีข้อมูลให้ตรึมเลย
ปล.มีอาจารย์บางท่านบอกว่า Wikipedia มีข้อมูลที่มั่วและไม่ค่อยดี อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ เท่าที่ใช้ก็เคยมีบ้าง ที่พอเอาข้อมูลไป present แล้วอ.ก็บอกว่ามั่วววว... ไปเอามาจากไหน...ฮือๆ
http://web.sut.ac.th/dsa/unit/medical_clinic/images/stories/heath/cbc.pdf
ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีนะครับ รู้สึกว่ามหาลัยนี้จะมีข้อมูลทางการแพทย์ดีๆในโลกไซเบอร์มากมายจริงๆ
(ตอนแรกตั้งใจว่าblogของเราต้องมีข้อมูลลึกซึ้งที่สุดในโลก แต่ไปๆมาๆก็รู้สึกว่า คงจะเสียเวลาโดยใช่เหตุถ้าจะมาพิมพ์เองใหม่ทั้งหมด แนวทางใหม่ก็เลยเป็นการรวบรวมความรู้แล้วย่อยมาให้อ่านกันแบบสนุกๆแล้วกัน แล้วก็สำหรับมือsearchใหม่ๆด้วยแล้วกันนะครับ)
*ต่อไปนี้ก็เป็นภาคสรุปแล้วกันนะครับ ซึ่งถ้าจะมีรายละเอียดอื่นๆเพิ่มเติมก็คงต้องขอยกไปบทความใหม่กันเลยทีเดียว
การตรวจ CBC เป็นการเจาะเอาตัวอย่างเลือด(โดยทั่วไปก็คือเจาะจากตรงเส้นเลือดที่ข้อพับแขน)เพื่อตรวจดูเลือด โดยเน้นดูคุณสมบัติของเม็ดเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในระบบเลือด ว่ามีจำนวน ขนาด รูปร่างที่ผิดปรกติหรือไม่ อย่างไร โดยในปัจจุบันก็มักเป็นการตรวจด้วยเครื่องอัตโนมัติแต่ทั้งนี้นักศึกษาแพทย์ก็ยังต้องฝึกดูด้วยตนเองให้เป็นด้วย โดยสามารถใช้กล้องจุลทรรศน์ดูได้ (ซึ่งยากมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)
ในระบบไหลเวียนโลหิตของเราก็จะมีส่วนประกอบที่สามารถดูด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบ light microscope อยู่ 3 ส่วนประกอบหลักๆ คือ
ภาพจากwww.irvingcrowley.com/
1. เม็ดเลือดแดง(red blood cell) ที่ทำหน้าที่หลักในการขนส่งก๊าซระหว่างปอดกับเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย
2. เม็ดเลือดขาว(white blood cell) ที่ทำหน้าที่หลักในการเป็นระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีหลายชนิดมาก ในระดับความรู้เบื้องต้นจะใช้ granule (เม็ดติดสีย้อมเล็กๆในเซลล์)เป็นตัวแบ่งประเภท ก็จะแบ่งได้เป็นพวกที่มี(neutrophils, eosinophils, basophils)และไม่มีgranule (lymphocyte, monocyte)
3. เกล็ดเลือด(platelet)(มีอ.บางท่านบอกว่าเขียนว่าเกร็ดเลือดถึงจะถูก อันนี้ก็ไม่แน่ใจ) ทำหน้าหลักในการทำให้เลือดแข็งตัวตรงบริเวณที่มีเลือดออก
ซึ่งหากจะดูด้วยวิธีโบราณแล้วล่ะก็ ก็ต้องมีการ smearเลือด (การปาดเลือดไปบนแผ่นกระจก) และfix (ทำให้ตัวอย่างเลือดมีความคงตัว)กับย้อมสีด้วย(เพื่อให้มองเห็นได้ง่ายขึ้นผ่านกล้อง)
ผล CBC บอกอะไรได้บ้าง (อ้างอิงจาก Wikipedia แปลมาเองเลยนะ เหอๆ)
การเปลี่ยนแปลงของอัตราส่วนหรือจำนวนของเม็ดเลือดขาวก็สามารถบอกอะไรได้มากมาย
ทีนี้ ค่าปกติของแต่ละเซลล์ต้องเป็นเท่าไร ก็สามารถไปดูข้อมูลได้ที่ไฟล์ที่ให้ไว้ข้างต้นได้เลยนะครับ
แหะๆ เป็นไงบ้างครับ ผลงานชิ้นแรก ก็กวาดๆเอากลุ่มลูกค้าทุกประเภทแล้วกันนะครับ ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยครับ
ป้ายกำกับ: cbc, complete blood count, ตรวจเลือด
ป้ายกำกับ: med4thai, การแพทย์, ความรู้, ติดต่อ, ที่มา, สุขภาพ, แพทย์