วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Wikipedia ของไทย กำลังพัฒนาความรู้ทางการแพทย์

ตอนนี้คุณสามารถ search หาความรู้ทางการแพทย์ในสาขาวิชาต่างๆมากมาย ได้ใน Wikipedia ของไทยนะครับ

ตอนนี้ผมจะไม่ได้ทำบล็อกนี้ต่อ แต่จะไปสานงานต่อที่ Wikipedia นะครับ

ป้ายกำกับ:

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เอดส์รักษาได้?

เอดส์รักษาได้?


เป็นคำพูดที่ออกมาแล้วก่อให้เกิดความฮือฮาเป็นอย่างมาก

ก่อนที่เราจะไปดูคำเฉลยกันว่า เอดส์รักษาได้หรือไม่นั้น

ผมขอทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ถึงนิยามของคำว่า เอดส์-AIDS”


AIDS ย่อมาจาก Acquired immune deficiency syndrome

-ซึ่งหมายถึงกลุ่มอาการของผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งไม่ได้มีภูมิคุ้มกันที่บกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด

-ซึ่งเชื้อตัวเด่นดังที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า AIDS นี้ได้ก็คือเจ้าเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HIV หรือ Human immunodeficiency virus



ภาพจากhttp://www.stanford.edu/group/virus/retro/2005gongishmail/hiv1.jpg


-โดยต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ที่มีเชื้อไวรัส HIV ในตัวนั้น(ผู้ติดเชื้อ) ไม่จำเป็นต้องเป็น AIDS ซึ่งการจะบอกว่าผู้ใดได้กลายเป็นเอดส์นั้น ก็มีหลักการตัดสินอยู่หลายประการ แล้วแต่องค์กรใดๆที่จะตั้งขึ้นมา ประการหลักๆที่นิยมมายาวนานก็เช่น การมี CD4+ T cell น้อยกว่า 200 เซลล์ต่อไมโครลิตร (CD4+ T cell เป็นเซลล์เม็ดเลือดจำพวก lymphocyte ที่มีหน้าที่สำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นเซลล์เป้าหมายของเชื้อ HIV ที่มันจะเข้าไปเพิ่มจำนวน และสารพันธุกรรมของมันก็จะฝังอยู่กับยีนของเราไปจนกว่าเซลล์ของเราจะตาย) หรือมีอาการของการติดเชื้อฉวยโอกาส(คือเชื้อที่หากมีภูมิคุ้มกันปกติก็จะไม่ติดเชื้อนี้หรือติดได้ยากหรือไม่มีโรคเกิดขึ้น) เช่น การมีฝ้าขาวในช่องปากจากยีสต์ Candida เป็นต้น


ภาพจากhttp://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/ed/Symptoms_of_AIDS.png/300px-Symptoms_of_AIDS.png


*ดังนั้น ณ ตรงนี้ ก็ขอบอกว่า ประโยคที่ว่า “AIDS รักษาได้” นั้น ก็คงยังไม่ใช่ความจริง...สำหรับตอนนี้ เพราะเท่าที่มีการศึกษาทดลองกันมา ก็ยังไม่มียาตัวไหนที่ชนะความเก่งกาจของเจ้าเชื้อไวรัสตัวน้อยแต่มากความสามรถทางวิวัฒนาการและการปรับตัวอย่างเจ้าสิ่งไม่มีชีวิตนี้ได้


***แต่ๆๆ...ถ้าจะให้ถูก ก็ควรพูดว่า

“มีโอกาส ที่จะสามารถกำจัดเชื้อ HIV ในร่างกายได้ หากรีบมาพบแพทย์ใน 72 ชม. หลังได้รับเชื้อ”


นี่สิ ถึงค่อยถูกหน่อย...


ทำไมผมถึงกล้ากล่าวเช่นนั้น


ก็เพราะว่าทางการแพทย์มีการใช้ยายับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส(ที่ใช้ในผู้ติดเชื้อ)ในผู้ที่ได้รับเชื้อใหม่ๆ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ที่โดนเข็มที่มีเลือดของผู้ติดเชื้อปนเปื้อนตำ, ผู้ที่ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อแล้วทราบว่าเขามีเชื้อไวรัสแต่เนิ่นๆ(เช่นหลังเสร็จกิจก็บอก...ชั้นเป็นเอดส์นะเธอ...ตึง!) ฯลฯ


แต่ทั้งนี้ ก็มีข้อจำกัดมากมาย เช่น

-การรักษาไม่ได้ให้ผลแน่นอน 100% ว่าจะปลอดจากเชื้อ HIV หลังรับยาครบ ต้องมาทำการตรวจหาเชื้อหลังจากนั้น

-ผู้ที่ได้รับเชื้อต้องมาพบแพทย์และทานยาภายใน 72 ชม. ซึ่งหากเลยจากนี้ไป การรักษาก็อาจให้ผลไม่ดีเท่า หรือรักษาไม่ได้ และยิ่งมาพบแพทย์เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

-ผู้ที่รับสารคัดหลั่ง(เลือด น้ำลาย น้ำอสุจิ ฯลฯ) ก็ควรที่จะต้องทราบว่า เจ้าของของสารคัดหลั่งเหล่านั้น มีการติดเชื้อหรือไม่ มีความเสี่ยงที่ผู้นั้นจะเป็นผู้ติดเชื้อหรือไม่(เช่น ไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการด้วยความหลงผิด อันนี้ก็มีความเสี่ยง รีบมาพบแพทย์เลย...เพราะจริงๆ ถุงยางก็ไม่ได้ช่วย 100% นะครับ เพราะไหนจะ จูบ ทั้งใช้ปากทำอะไรต่างๆนาๆ ถ้าไม่ได้เป็นคนที่เที่ยวเป็นอาจิณ แต่หูตามืดมัว อันนี้ก็มากินยาเถอะ 555 จะได้เข็ดไม่ทำอีก) เพราะถ้าแหล่งที่มาของสารคัดหลั่งไม่ชัดเจน ไม่มีความเสี่ยงที่จะมีเชื้อ HIV อันนี้เราก็ไม่ค่อยนิยมให้รับการทานยาเหล่านี้

-ยามีผลข้างเคียงมากมาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตับอักเสบ ยาบางตัวก็ทำให้ฝันร้ายเป็นต้น

-ยามีราคาแพง

-ในการรักษา ต้องทานยาติดต่อกัน 1 เดือน และต้องกินตรงเวลาเป๊ะๆๆๆๆ

ฯลฯ


จากข้อจำกัดที่กล่าวมา ก็กลับมาที่จุดเดิม ก็คือ

การป้องกันนั้นแหล่ะครับ ที่สำคัญที่สุด...

-ทั้งการมีสติ

-บุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้โดนเข็มตำ

-การไม่ไปเที่ยวสำส่อน

-การไม่ไปแลกสารคัดหลั่งกับใครมั่วๆ

-การป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเรียกว่าการมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัยมากขึ้น แต่...ก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% นะครับ เพราะอย่างการจูบกันเนี่ย ก็พาให้ติดเชื้อได้ตั้งมากมาย ทั้งไวรัสตับอักเสบ เริม และอีกมากมาย 555


ก็ถ้ามีข้อสงสัยอะไร ไม่เคลียร์ตรงไหนก็ทิ้งคำถามไว้ได้เลยครับ

ผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัย + โปรดแจ้งด้วยนะครับ


ขอบคุณมากครับ

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การตรวจเลือดดู CBC (complete blood count)

การตรวจเลือดดู CBC (complete blood count)


*เกริ่นนำ

“เลือด”ของเรานั้น เป็นสิ่งที่วิเศษอย่างมาก เพราะเลือดเพียงไม่กี่ cc ก็สามารถบอกอะไรได้มากมายมหาศาลถึงสภาพร่างกกายของเจ้าของเลือดนั้น สาเหตุที่แพทย์ต้องส่งตรวจเลือดนั้นก็มีมากมาย จนบางครั้งเราก็ยังงงๆว่าเอ๊ะ! หมอมันจะส่งเราไปตรวจเลือดทำไมหว่า เราก็แค่ปวดหัวมาเฉยๆ เปลืองตังค์นะนี่ ทั้งนี้ก็เพราะแพทย์สงสัยถึงสาเหตุของโรคที่เป็นไปได้บางอย่าง โดยการรวบรวมประมวลข้อมูลจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายคนไข้นั่นเอง

ภาพจากhttp://www.defence.gov.au/news/NAVYNEWS/editions/4811/images/common%20pages/taking-blood.jpg

หลายคนคงเคยได้ตรวจหากรุ๊ปเลือดกันมาแล้ว และหลายคนก็คงเคยนำไปทายชะตาชีวิต ทายนิสัยกันใช่มะ แต่จริงๆแล้วมันก็มีประโยชน์มากมายอย่างที่รู้กัน (เช่นการบริจาคเลือด หรือหาความเป็นพ่อ-แม่-ลูก ซึ่งก็ไม่เจ๋งเท่าการตรวจด้วยยีน) หรือหลายอย่างที่คนทั่วไปไม่รู้ (เช่น กรุ๊ปเลือดบางกรุ๊ปมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคบางอย่างได้มากกว่า)

แต่ที่กล่าวมา มันไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่นำมาให้วันนี้เลยน่ะสิ 555 เพราะตอนนี้เราจะมาพูดถึง “CBC (complete blood count)หรือที่แปลเป็นไทยแบบตรงตัวก็คือ การนับเลือดแบบสมบูรณ์ (แปลได้ควายมากเลยนะนี่ 555 - เห็นเค้าแปลกันว่า “การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด”นะครับ) ซึ่งก็มีความสำคัญทางการแพทย์มากๆเลย เพราะสามารถบอกโรคหรือสภาวะของร่างกายได้อย่างมากมายทีเดียว


ก่อนอื่นก็อยากแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาแบบละเอียดยิบเป็นภาษาไทย ก็สามารถไปดูได้ตามลิงค์นี้เลย เพราะว่าของเค้านั้นดีมากๆเลย แต่เป็นไฟล์ pdf นี่สิ ก็ไม่รู้ว่าก๊อปไปใช้กันเป็นหรือเปล่า ตัวผมก็ทำไม่เป็นอ่ะ ได้แค่เปิดดู 555 เหมือนว่าต้องใช้โปรแกรมอะไรสักอย่างถึงจะแปลงเป็นMSwordwได้ใช่ไหมเอ่ย

ส่วนใครต้องการข้อมูลภาษาอังกฤษอันนี้คงไม่ยากเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น google Wikipedia ก็คงมีข้อมูลให้ตรึมเลย

ปล.มีอาจารย์บางท่านบอกว่า Wikipedia มีข้อมูลที่มั่วและไม่ค่อยดี อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ เท่าที่ใช้ก็เคยมีบ้าง ที่พอเอาข้อมูลไป present แล้วอ.ก็บอกว่ามั่วววว... ไปเอามาจากไหน...ฮือๆ
http://web.sut.ac.th/dsa/unit/medical_clinic/images/stories/heath/cbc.pdf

ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีนะครับ รู้สึกว่ามหาลัยนี้จะมีข้อมูลทางการแพทย์ดีๆในโลกไซเบอร์มากมายจริงๆ


(ตอนแรกตั้งใจว่าblogของเราต้องมีข้อมูลลึกซึ้งที่สุดในโลก แต่ไปๆมาๆก็รู้สึกว่า คงจะเสียเวลาโดยใช่เหตุถ้าจะมาพิมพ์เองใหม่ทั้งหมด แนวทางใหม่ก็เลยเป็นการรวบรวมความรู้แล้วย่อยมาให้อ่านกันแบบสนุกๆแล้วกัน แล้วก็สำหรับมือsearchใหม่ๆด้วยแล้วกันนะครับ)


*ต่อไปนี้ก็เป็นภาคสรุปแล้วกันนะครับ ซึ่งถ้าจะมีรายละเอียดอื่นๆเพิ่มเติมก็คงต้องขอยกไปบทความใหม่กันเลยทีเดียว


การตรวจ CBC เป็นการเจาะเอาตัวอย่างเลือด(โดยทั่วไปก็คือเจาะจากตรงเส้นเลือดที่ข้อพับแขน)เพื่อตรวจดูเลือด โดยเน้นดูคุณสมบัติของเม็ดเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในระบบเลือด ว่ามีจำนวน ขนาด รูปร่างที่ผิดปรกติหรือไม่ อย่างไร โดยในปัจจุบันก็มักเป็นการตรวจด้วยเครื่องอัตโนมัติแต่ทั้งนี้นักศึกษาแพทย์ก็ยังต้องฝึกดูด้วยตนเองให้เป็นด้วย โดยสามารถใช้กล้องจุลทรรศน์ดูได้ (ซึ่งยากมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)

ในระบบไหลเวียนโลหิตของเราก็จะมีส่วนประกอบที่สามารถดูด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบ light microscope อยู่ 3 ส่วนประกอบหลักๆ คือ



ภาพจากwww.irvingcrowley.com/cls/hemchart.gif


1. เม็ดเลือดแดง(red blood cell) ที่ทำหน้าที่หลักในการขนส่งก๊าซระหว่างปอดกับเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย

2. เม็ดเลือดขาว(white blood cell) ที่ทำหน้าที่หลักในการเป็นระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีหลายชนิดมาก ในระดับความรู้เบื้องต้นจะใช้ granule (เม็ดติดสีย้อมเล็กๆในเซลล์)เป็นตัวแบ่งประเภท ก็จะแบ่งได้เป็นพวกที่มี(neutrophils, eosinophils, basophils)และไม่มีgranule (lymphocyte, monocyte)

3. เกล็ดเลือด(platelet)(มีอ.บางท่านบอกว่าเขียนว่าเกร็ดเลือดถึงจะถูก อันนี้ก็ไม่แน่ใจ) ทำหน้าหลักในการทำให้เลือดแข็งตัวตรงบริเวณที่มีเลือดออก

ซึ่งหากจะดูด้วยวิธีโบราณแล้วล่ะก็ ก็ต้องมีการ smearเลือด (การปาดเลือดไปบนแผ่นกระจก) และfix (ทำให้ตัวอย่างเลือดมีความคงตัว)กับย้อมสีด้วย(เพื่อให้มองเห็นได้ง่ายขึ้นผ่านกล้อง)


ผล CBC บอกอะไรได้บ้าง (อ้างอิงจาก Wikipedia แปลมาเองเลยนะ เหอๆ)

1.Red cells

  • Total red blood cellsจำนวนเม็ดเลือดแดงต่อเลือด 1 ลิตร
  • Hemoglobinจำนวนฮีโมโกลบิน (กรัม/เดซิลิตร) (ฮีโมโกลบินคือองค์ประกอบในเม็ดเลือดแดงที่คอยจับก๊าซ)(ถ้าค่านี้ต่ำกว่าปรกติแสดงว่าเป็นโลหิตจาง (anemia)ซึ่งมีหลายแบบ และเกิดได้จากหลายสาเหตุ)
  • Hematocrit or packed cell volume (PCV) – สัดส่วนปริมาตรของเม็ดเลือดแดงในเลือด
  • Red blood cell indices (ส่วนนี้ลึกซึ้ง ไว้ว่างๆจะมาอธิบายนะครับ 555)
  • Red blood cell distribution width (RDW) - a measure of the variation of the RBC population

2.White cells

  • Total white blood cells - จำนวนเม็ดเลือดขาวต่อเลือด 1 ลิตร

การเปลี่ยนแปลงของอัตราส่วนหรือจำนวนของเม็ดเลือดขาวก็สามารถบอกอะไรได้มากมาย

  • Neutrophil granulocytesปริมาณที่เพิ่มขึ้นอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อจำพวกแบคทีเรีย(สิ่งมีชีวิตเป็นเซลล์เดียว)เป็นหลัก [และไวรัส(ไม่เป็นเซลล์ ถือว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต)ในบางกรณี]
  • Lymphocytesจะมีค่าสูงในการติดเชื้อไวรัสบางประเภท หรือในโรคเลือดบางอย่าง และจะลดลง เช่น ในผู้ที่ติดเชื้อ HIV
  • Monocytes – เป็นเซลล์ที่สำคัญในการติดเชื้อที่ยาวนาน สามารถเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆเพื่อจับกินเชื้อโรค และมีชื่อเรียกต่างๆกันไปตามแต่ประเภทเนื้อเยื่อที่มันเข้าไปอยู่ เช่น macrophages, Kupffer cells (ในตับ)
  • Eosinophil granulocytes – เพิ่มขึ้นในการติดเชื้อปรสิตหรือในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้
  • Basophil granulocytes- เพิ่มขึ้นในคนที่มีโรคทางไขกระดูก เช่นมะเร็งไขกระดูก

ทีนี้ ค่าปกติของแต่ละเซลล์ต้องเป็นเท่าไร ก็สามารถไปดูข้อมูลได้ที่ไฟล์ที่ให้ไว้ข้างต้นได้เลยนะครับ

แหะๆ เป็นไงบ้างครับ ผลงานชิ้นแรก ก็กวาดๆเอากลุ่มลูกค้าทุกประเภทแล้วกันนะครับ ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยครับ

ป้ายกำกับ: , ,

เปิดตัว...med4thai

อยากที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคมบ้างน่ะครับ
ก็เลยตั้ง blog นี้ขึ้นมา
ตอนแรกว่าจะไปขอโดเมนเนมเพื่อสร้างเว็บไซต์อะไรประมาณนั้นเลย
แต่ดูยุ่งยาก และอาจต้องใช้เงินด้วย
ดังนั้น ก็ขอเริ่มจากการเขียนเป็นบล๊อกก่อนแล้วกันครับ

ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครได้มาเปิดดูบ้างรึเปล่าเนอะ...หิหิ

รู้สึกว่าคนไทยเรายังขาดความรู้ทางการแพทย์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันอยู่มาก
ซึ่งก็ขึ้นกับปัจจัยต่างๆแล้วแต่บุคคลหรือสภาพแวดล้อมของเขา

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ได้เข้ามาอ่าน มาหาความรู้นะครับ

อ้อ...ตัวผมก็ยังเป็นแค่นักศึกษาแพทย์นะครับ ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ต้องขออภัยด้วย แล้วก็หากอยากติ หรือให้แก้ไขข้อมูลอะไรก็บอกได้เลยนะครับ

ติดต่อได้ที่ sxxn_hotmd@hotmail.com

ขอบคุณครับ

ก็ขอทำความดีนะครับ ขอไม่คิดมากแล้วกัน พยายามไม่หวัง ไม่กลัว และขอกล้าลงมือทำ ฮิฮิ้วววว...

ก่อนที่จะสายเกินไปเนอะ

*ความรู้ที่นำมาลงส่วนใหญ่จะได้มาจากlecturesนะครับ แล้วผมก็สรุปหรือรวบรวมมาอีกที
ถ้าลืมreferencesไปบ้างก็กราบขออภัยด้วยนะครับ

ป้ายกำกับ: , , , , , ,